[Photo] Chiang Mai Trip

posted on 04 Jan 2010 23:17 by comichub in Diary

สวัสดีปีใหม่จ้า ล่วงเข้าวันที่ 5 แล้วแต่คงยังไม่สายเนอะ
ป้าแอนเพิ่งลงจากดอยมา ไปบำเพ็ญตบะหนีโปรปลายปีดับกิเลสได้ผลดีชะงัดแล
กลับมาเช็คบล็อคมีสคส.และคำอวยพรจากพี่ๆน้องๆเพื่อนๆเพียบเลย
ขอบคุณทุกๆคนและสวัสดีปีใหม่ทุกคน ขอให้ปี 2010 นี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนเช่นกันค่ะ

ขอบคุณ น้องสตางค์ พี่ผึ้ง น้องเป้ น้องมิวส์ น้องมายด์ น้องเกตุ น้องน๊อตจี้ แยมคุง น้องอ้น สาวน้อยซาเอเซอาและเซนคุงขยองน้อยขวัญใจป้าแอน คุณยุ้ย kisara เรย์ดิว โฮโจ สำหรับการ์ดปีใหม่งามๆจ้า ป้าแอนวาคอมเจ๊งบ๊งตั้งแต่ปีก่อนไม่มีงบถอยอันใหม่ซะที (ข้ออ้างเดิมๆ ก็คนมันแกลบส์ไม่มีเว้นวรรคเลยนิ) เลยไม่ได้วาดการ์ด ขอตอบแทนด้วยหัวใจละกันนะจุ๊ อรั๊งงงงงง

 

 

 

แปะๆ รูปจากทริปเชียงใหม่ ตอนแรกคนจองที่พักเตือนมาแล้วว่าทริปนี้ แอดเวนเจอร์ นะเออ
ตอนแรกนึกว่าอำเล่นขำๆ เพราะเห็นมีอาโกอาเจ็กไปกันในทริปหลายคน จะแอดเวนเจอร์ได้สักแ่ค่ไหนเชียว
เอาเข้าจริง มันไม่ได้อำเลยสักนิด แอดเวนเจอร์จริงๆไม่ติงนัง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

เชียงใหม่มีแต่คนกรุงเทพ ไปทางไหนก็มีแต่รถทะเบียนกรุงเทพมหานคร ฮา

คืนแรกไปทานข้าวกันที่ เฮือนสุนทรี ของคุณสุนทรี เวชานนท์ (คุณแม่ของลานนา คัมมินส์) 
ร้านสวย บรรยากาศดี ดนตรีไพเราะ ไส้อั่วล้ำ(อร่อย)หลายๆ
เจอลานนาด้วย แต่ไม่ทันได้ขอถ่ายรูป ตัวจริงสวยมาก
(รูปเล็ก) คุณสุนทรีโชว์ลูกคอ

 

ไปเคาท์ดาวน์ต่อที่ประตูท่าแพ มีจัดงานเคาท์ดาวน์ที่นั่นด้วย คนเยอะมากกกก โคมลอยเต็มท้องฟ้าสวยมากๆๆๆๆๆ เชียงใหม่สุดยอดดดดดด
แอบเสียวๆคนเบียดๆกันต่างคนต่างจุดโคม หัวฟูวๆของฉานร้อนไปหมด
วันนี้โชคดีถ่ายรูปพลุออกมาสวย ทั้งทีไม่มีขาตั้งกล้อง ปลื้มจัยยยยย คริๆๆๆ
(รูปเล็ก) โรตีเชียงใหม่อร่อยโคดดดด แนะนำ The Best Rotee ริมทางถนนไนท์บาซาร์ ปากซอยเบอร์เกอร์คิง คนต่อคิวยาวเชียว กินตอนหลังเที่ยงคืนจะอร่อยและอ้วนเป็นพิเศษ

 

เช้าวันรุ่งขึ้น มุ่งหน้าขึ้นดอยแม่แตง ดิ แอดเวนเจอร์ บีกินส์ 
เริ่มตั้งแต่ขึ้นดอยมาเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ขับตะลุยลูกรังมา 29 กิโลแล้วแต่ไม่ถึงรีสอร์ทสักที ทุกคนแอบหวั่นๆ มาถูกดอยรึเปล่า(วะ) จากที่คุยกันเฮฮา ยิ่งทียิ่งเงียบกริบส์
ที่สำคัญ บนดอยไม่มีสัญญาณโทระสับฮ่ะ ไม่ว่าจะเอไอเอส ดีแตก ทรู จีเอสเอ็ม นิ่งสนิท ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ถ้าหลงป่าคงโทรเรียกใครมาช่วยไม่ได้ เด็กกรุงเครียดดดดด

ถนนข้างเหวยังมีคนขับแซงขวาอีก เลิศศศศศศศ

กว่าชัวโมงหลังจากขับรถไต่ดอยขึ้นมา ในทีสุดก็ถึงที่หมาย บ้านอนัตตารีสอร์ท
เป็นรีสอร์ทเล็กๆที่เค้าว่าตั้งอยู่ท้ายสุดซอย เป็นลำดับสุดท้ายของดอยเลย ท้ายสุดจริงๆเพราะเลยไปก็เป็นหมู่บ้านอาข่าแล้ว
ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่แตง บรรยากาศดีจนลืมเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย

 
ประเดิมวันแรกด้วยกิจกรรมล่องแก่ง เห็นท่าทางกิจกรรมนี้เอ็กซ์ตรีมเกินวัย ป้าแอนเลยขอบายขอนอนเอาแรง
กลางคืนอากาศหนาวสะใจมาก ประมาณ 10 องศา ชิวววววววซะ ถูกใจพวกขี้เมาในทริปยิ่งนัก
(รูปเล็ก) แมวดอย น้องเหมียวหลงของรีสอร์ท น่ารักมาก ตัวกลมๆขนฟูวๆ เข้าใจอ้อนคนด้วยนะ ตอนกลางคืนหนาวๆจะชอบมานัวเนีย มานั่งซุกบนตัก ใครไปสบตาเป็นเสร็จโดนซุกทุกราย ฮา ตอนกลับมายังคิดถึงอีเหมียวดอยอยู่เลย ทำไมคุณนายแมวบ้านเราไม่อ้อนคนแบบนี้มั่งนะ

 

 
วันถัดมาเป็นกิจกรรมเดินป่าแอนด์ล่องแพ เป็นแพ็คเกจ ป้าแอนเห็นคนล่องแพผ่านหน้าบ้านรีสอร์ท เออ ท่าจะสบายๆ นั่งเฉยๆไม่ต้องพาย โอเค้ เลยหลวมตัวโดดขึ้นรถปิกอัพของอาข่าขึ้นดอยไป หารู้ไม่ แอนเวนเจอร์ยิ่งกว่าล่องแก่งอีกว่ะีค่ะ

เริ่มจากแวะอุดหนุนสินค้าโอทอปของชาวอาข่าบ้านกื้ดช้าง เดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาแล้ว ทุกบ้านติดโซล่าร์เซลล์กับจานดาวเทียม อาข่านุ่งยีนส์ บ้านก่อปูน บ้านไม้ก็ยังพอมีแ่ต่ก็น้อยละ ที่นี่ชาวเขานับถือคริสต์กันล่ะ มีมิชชันนารีเข้ามาสอนศาสนา้ มีโบสถ์ เสียทรัพย์ที่นี่พอเป็นพิีธีแ้ล้วก็ขึ้นดอยต่อไป

พอถึงจุดเหมาะๆ อาข่าหัวหน้าทริปก็พาเราลงเดิน แจกเสื้อชูชีพให้คนละตัว กับน้ำดื่มคนละขวด ตอนแรกก็งงๆ จะให้รีบใส่ชูชีพทำไมวะ ยังไม่ทันลงน้ำซะหน่อย แต่เดินๆไปก็ถึงบางอ้อ ชูชีพสีส้มแปร๋นมันเห็นง่ายในป่า ทะเล่อทะล่าไปอยู่มุมไหนอาข่าก็เห็นเรา ไม่มีหลง แถมชูชีพยังแทนเสื้อกันหนาวได้ อากาศตอนกลางวันไม่ร้อน แต่เข้าป่าไปลึกๆมันก็เย็นๆนะ อ้ะ ชูชีพก็ชูชีำพ

หลั่นล้ากันสักพัก แวะถ่ายรูปกันเป็นระยะๆ ทางเดินบนเขาบ้างก็ง่าย บ้างก็แทบอยากขอกลับไปรอที่รถ บางทีก็ยอมเสียฟอร์มให้คุณพี่อาข่าลากหนูไปต่อที ขวดน้ำที่หิ้วมากลายเป็นภาระอยากจะโยนทิ้งแต่ก็กลัวจะทิ้งขยะเลอะเทอะทำลายธรรมชาติ
ปล. อาข่าเดินป่าเก่งมาก โดดดึ๋งๆข้ามหินกันยังกับมีวิชาตัวเบาแน่ะ มาอยู่ในป่าด้วยกันแบบนี้แล้วคนกรุงอย่างเราๆนี่มันช่างละอ่อนน้อยด้อยประสบการณ์ยิ่งนัก จะเดินไม่ให้ล้มยังทำไม่ไ้ด้เลย ฮา

ป่าเขียว น้ำใส เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า ธรรมชาติสวยงามได้ขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย ถ้าไม่ได้มาทริปนี้คงไม่มีวันได้รู้

 

ลื่นล้มก้นจ้ำเบ้าไปสองที สะดุดหินไปก็หลายหน แต่ในที่สุดก็ทะลุป่ามาถึงแม่น้ำแม่แตงจนได้น่ะ เยสสสส มิชชั่นพอสสิเบิ้ลแล้ว ต่อไปก็ล่องแพกันล่ะ นั่งแพชมวิวเฉยๆ ก็คงจะไม่มีอะไรมาก ถ้าไอ้หนุ่มอาข่าคนถ่อแพมันจะไม่เกรียนแบบนี้.....

ถ้าแพเป็นแมงกะไซค์ ไอ้หนุ่มอาข่านี่มันก็เป็นเด็กแวนซ์ มันถ่อแพแซงชาวบ้านตลอดลำน้ำแม่แตงขอรับพี่น้อง
แซงไม่แซงเปล่า ยังร้องรำทำเพลงแซวลุงอาข่าที่ถ่อแพลำอื่นอีกแน่ะ ปากเปราะจริงๆสิเมิงงงงง
ยังไม่พอ ทางน้ำเื่อื่อยๆมันไม่ไป บอกไม่สนุก ว่าแล้วมันก็ถ่อพาเราไปลงทางน้ำที่เชี่ยวๆ เอาแพไปชนหินอีกต่างหาก

คนอื่นนั่งแพตัวไม่เปียก แต่แพเราเปียกไปครึ่งตัวเป็นลูกหมาตกน้ำ อาข่า นายแน่มาก
แต่ถ้าไม่ได้มันเป็นคนถ่อแพ ก็คงไม่มันส์แบบนี้ละเนอะ

 

กลับจากล่องแพ ก็ไปต่อที่ขี่ช้าง คราวนี้ญาติผู้ใหญ่เห็นว่าเป็นกิจกรรมสำหรับ สว. ผู้สูงวัยเลยตามขึ้นรถมากันด้วย
หารู้ไม่ว่าขี่ช้างก็แอดเวนเจอร์พอกัน.....
เนื่องจากมัวแต่โอ้เอ้กัน ที่ปางช้างเลยไม่รอ เค้าปล่อยช้างขึ้นดอยไปได้ครึงทางแล้วให้เราไปดักรอที่กลางทางด้วยทางลัด ซึ่งก็คือ กระเช้าข้ามแม่น้ำ
และมันก็ไม่ใช่กระเช้าธรรมดา มันเป็นกระเช้าลูกกรงพลังอัตโนมือ เข้าไปนั่งห้อยโหน 30 เมตรเหนือเกาะแก่งหินผาแล้วใช้กำลังมือสาวเชือกพาตัวเองข้ามลำน้ำไป มีลุงอาข่าัตัวผอมเกร็งคอยลากเชือกรอกอยู่อีกฝั่ง ลากตัวเองไปถึงหน้าผาอีกฝั่งได้แทบหมดแรงข้าวต้ม หันกลับไปดูพวกอาโกอาเจ็กในกระเช้าเห็นสาวเชือกกันหน้าดำหน้าแดง

ข้ามแม่น้ำมาได้อย่านึกว่าจบเรื่อง ต้องปีนเขาต่อไปอีก และมันก็ต้อง "ปีน" ตามตัวอักษร ต้องมองหน้าตรง ห้ามหันหลังกลับไปดูทางที่ผ่ีานมาเด็ดขาด แล้วก็ห้ามหยุด เดี๋ยวกลิ้งโค่โร่ตกเขา อาโกอาเจ็กกรีดร้องระงม "ไอ้หยา อั๊วเกิดมาอายุหกเจ็ดสิบต้องมาปีนเขาแบบนี้เรอะ!!!" นี่เป็นการขี่ช้างที่วิบากที่สุดในชีวิตของอาโกอาเจ็กกันเลยทีเดียว

ในที่สุด ก็เริ่มได้กลิ่นช้างโชยมาเตะจมูก พอชะโงกหน้าโผล่พ้นหน้าผามาได้ก็เจอช้างๆๆๆๆรออยู่ รอดแล้วเรา ฮาเลลูย่า!!!

น้องช้างที่ป้าแอนขี่ชื่อ บัวตอง กิริยามารยาทเรียบร้อยน่ารัก แต่คุณน้องคำน้อยที่ท่านแม่เราขี่สิ เทอยังเด็กแล้วก็แอบงอนคนที่ทำให้เทอต้องคอยนาน เดินกระทืบเท้าให้คนนั่งหน้าทิ่มตลอดเวลา ท่านแม่บอกว่าต้องนั่งเกร็งอยู่บนหลังช้างตลอดทาง เจอฤทธิ์เจ้าคำน้อยเข้าแล้วไง

ช้างเป็นสิ่งมีชีวิตที่เอาแต่ใจมาก นึกจะหยุดตรงไหนก็หยุด นึกจะกินตรงไหนก็กิน ห้ามไม่ได้ด้วย ต้องปล่อยเค้าทำไปจนกว่าจะพอใจ สองข้างทางที่ผ่านเป็นสวนกล้วยกับมะละกอของชาวบัาน มีป้ายติดว่า "ช้างกินมะละกอปรับ 100 บาท"  ช้างมันคงอ่านรู้เรื่องเนาะ (จริงๆเค้าเขียนให้ควาญช้างต่างหาก ฮา)

ท้องฟ้าสีฟ้าสด ตัดกับยอดสนสีเขียว และก้าวเดินที่ช้าๆแต่มั่นคงของบัวตอง ทำให้ไม่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเลย

 

คืนนั้น เราจุดโคมลอยและพลุที่เตรียมไปที่ริมน้ำหน้าทีพัก โคมลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆพ้นยอดเขา แสงโคมที่อยู่ลิบตาแข่งกับแสงดาว ดาวเต็มท้องฟ้าแบบที่ไม่มีวันได้เห็นในกรุงเทพ ชักเริ่มอิจฉาพวกอาข่าที่ได้นอนดูดาวแบบนี้ทุกคืนซะแล้ว ปกติเราเป็นคนติดอินเตอร์เน็ตเข้าขั้นอาการหนัก แต่สองสามวันที่อยู่บนดอย ถึงแม้ว่าที่รีสอร์ทจะมี wi-fi ให้ใช้ แต่เราก็ไม่มีอาการอยากแตะคอมเลยสักนิด ถ้าย้ายมาอยู่ที่นี่คงจะหายจากโรคแกลบส์กำเริบได้แหงมๆ กร๊ากกก

วันรุ่งขึ้น ตื่นมาพร้อมกับอากาศ 8 องศา และอาการปวดขาโคดดดดดดดดดดดดดดดดดด
หลักฐานว่าตลอดปีที่ผ่านมามัวแต่นั่งตูดบานทำงานหน้าคอม ไม่ออกกำลังกาย พอจู่ๆมาออกกำลังเิดินป่าปีนเขาทีก็เลยง่อยกินฉะนี้แล

จบทริปสี่วันสามคืนอินเชียงใหม่แบบทุลักทุเล เอาลูน่าจังติดไปด้วย ตั้งใจจะเอาไปถ่ายรูป แต่ด้วยความสมบุกสมบันของสถานที่เลยไม่กล้าเอาน้องออกมา กลัววางตามขอบๆริมๆระเบียงจะพลัดตกน้ำหรือตกหน้าผาไปซะก่อน เอาตัวเองให้รอดก็ยากพอดูแล้ว ไว้พาไปเที่ยวแก้ตัวทริปหน้าที่ไม่แอดเวนเจอร์ขนาดนี้ละกันนะลูน่าจัง

สุดท้ายท้ายสุด มนุดโดยเฉพาะคนกรุงช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไปอยู่ที่ไหนก็ทิ้งขยะ ทั้งถุงพลาสติก ขวดน้ำ ถุงขนม ทั้งอะไรต่อมิอะไร แค่ไม่กี่วันขยะบานเบอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทางรีสอร์ทมีวิธีกำจัดขยะยังไงบ้าง แต่ถ้าไม่มีมาตรการรองรับก็น่าเสียดายที่สถานที่ท่องเที่ยวดีๆแบบนี้ต่อไปจะเป็นยังไง ฝากให้ทุกคนที่ไปเที่ยวช่วยกันรักษาสถานที่คนละไม้คนละมือด้วยค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

รูปสวยยังกะเป็นโปสการ์ดแน่ะ ชอบรูปแรกมากๆค่ะ ลายไทยๆนี่มันงามจังน้อ

#1 By chihaya on 2010-01-09 13:40

Code Here.

www.flickr.com